จ้างนักสืบรวบรวมพยานหลักฐานสู้คดี ได้อะไรกลับมา และข้อมูลไหนต้องผ่านคำสั่งศาล

คนที่ตัดสินใจจ้างนักสืบเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานสู้คดี มักไม่ได้กังวลเพียงว่า “จะหาเจอไหม” แต่กังวลมากกว่าว่า หลังจ่ายเงินแล้วจะได้อะไรกลับมา และสิ่งที่ได้จะส่งต่อให้ทนายเพื่อใช้ประกอบคดีได้จริงหรือไม่

 

เรื่องนี้ควรแยกออกเป็นสองส่วนตั้งแต่ต้น คือ

 

1. สิ่งที่นักสืบสามารถรวบรวมและส่งมอบให้ได้ เช่น ไฟล์ภาพหรือวิดีโอต้นฉบับ บันทึกการติดตามที่อธิบายลำดับเหตุการณ์ และผู้ปฏิบัติงานที่สามารถรับรองที่มาของหลักฐานได้ เพื่อให้ผู้ว่าจ้างส่งต่อแก่ทนายประเมินและวางรูปคดี

 

2. ข้อมูลที่อยู่ในอำนาจของบุคคลภายนอก ซึ่งนักสืบไม่มีสิทธิไปบังคับเอามาเพียงเพราะได้รับการว่าจ้าง เช่น เอกสารทางการเงิน ทะเบียนผู้เข้าพัก หรือข้อมูลการใช้บริการบางประเภท นักสืบเอกชนไม่มีอำนาจบังคับให้ผู้ครอบครองเปิดเผย หากผู้ว่าจ้างไม่มีสิทธิขอเองและเอกสารนั้นจำเป็นต่อคดี อาจต้องให้คู่ความดำเนินการผ่านกระบวนการศาล โดยปกติควรประสานทนายความผู้รับผิดชอบคดีตั้งแต่ต้น

งานรวบรวมพยานหลักฐานที่ทำอย่างเป็นระบบ ไม่ควรจบเพียงการส่งภาพรายงานความคืบหน้าทางแชท สิ่งที่ส่งมอบควรทำให้ทนายสามารถย้อนกลับไปตรวจได้ว่า เกิดอะไรขึ้น เมื่อไร และใครเป็นผู้บันทึก

ไฟล์ภาพและวิดีโอต้นฉบับ

ระหว่างปฏิบัติงาน นักสืบอาจส่งภาพผ่านแอปสนทนาเพื่อให้ผู้ว่าจ้างทราบความคืบหน้า แต่ไฟล์ที่ส่งผ่านบางช่องทางอาจถูกบีบอัด แปลงรูปแบบ หรือทำให้ข้อมูลประกอบบางส่วนเปลี่ยนไปได้ จึงไม่ควรใช้ไฟล์ในแชทเป็นไฟล์เก็บหลักเพียงชุดเดียว

 

ตามขั้นตอนงานของเรา หลังจบงานจะมีการส่งมอบไฟล์ต้นฉบับแยกต่างหากผ่าน USB เพื่อให้ผู้ว่าจ้างและทนายเก็บไฟล์จากแหล่งส่งมอบโดยตรงไว้ตรวจสอบต่อ

 

สำหรับพยานหลักฐานที่เป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ มาตรา 11 วางหลักว่า ไม่อาจปฏิเสธการรับฟังเพียงเพราะข้อมูลอยู่ในรูปอิเล็กทรอนิกส์ และในการชั่งน้ำหนัก ศาลสามารถพิจารณาความน่าเชื่อถือของวิธีสร้าง เก็บรักษา หรือสื่อสารข้อมูล รวมถึงความครบถ้วนและการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลได้

 

ดังนั้น “ไฟล์ต้นฉบับ” จึงมีความสำคัญในแง่ การรักษาที่มาและความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลัง แต่ไม่ได้หมายความว่าเพียงมีไฟล์ต้นฉบับแล้ว ศาลจะต้องรับฟังหรือให้น้ำหนักตามที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องการโดยอัตโนมัติ

 

ส่วนพยานที่เป็น “เอกสาร” โดยตรง ป.วิ.พ. มาตรา 93 มีหลักเรื่องการอ้างต้นฉบับเอกสารและข้อยกเว้นไว้ต่างหาก จึงไม่ควรนำหลักเรื่องต้นฉบับเอกสารมาอธิบายแทนหลักฐานดิจิทัลทุกประเภทแบบเหมารวม

บันทึกการติดตามและลำดับเหตุการณ์

ภาพหนึ่งภาพอาจแสดงว่าเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น แต่ไม่ได้อธิบายบริบททั้งหมด

 

บันทึกการติดตามจึงควรระบุลำดับเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น ช่วงเวลา การเข้า-ออกสถานที่ การเดินทาง หรือเหตุการณ์ต่อเนื่องที่ผู้ปฏิบัติงานพบเห็น เพื่อให้สามารถเทียบกับไฟล์ภาพและวิดีโอที่ส่งมอบได้

 

ประโยชน์ของบันทึกนี้ไม่ใช่การเขียน “สำนวนคดี” แทนทนาย แต่ช่วยให้ผู้รับผิดชอบคดีเห็นภาพรวมและตรวจสอบความต่อเนื่องของหลักฐานได้ง่ายกว่าการได้รับภาพแยกเป็นชิ้น ๆ

ผู้ปฏิบัติงานที่พร้อมรับรองที่มา

อีกส่วนที่มองข้ามไม่ได้คือคนที่เป็นผู้พบเห็น บันทึกภาพ หรือจัดทำบันทึกการติดตาม

 

นักสืบไม่จำเป็นต้องขึ้นศาลทุกคดี แต่หากทนายเห็นว่าจำเป็นและระบุผู้ปฏิบัติงานไว้เป็นพยาน บุคคลนั้นควรพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ตนพบเห็น วิธีปฏิบัติงาน และที่มาของหลักฐานที่ตนเป็นผู้บันทึก

 

สิ่งที่ผู้ว่าจ้างได้รับจึงเป็น ชุดข้อมูลและพยานหลักฐานสำหรับส่งต่อให้ทนาย ไม่ใช่สำนวนสำเร็จรูปหรือคำรับประกันว่าหลักฐานเพียงเท่านี้จะทำให้ชนะคดี

 

หากต้องการความช่วยเหลือด้านเอกสารหรือการประสานงาน สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหน้า บริการนิติกรและประสานงานด้านกฎหมาย   https://www.detectives.in.th/นิติกรกฏหมาย/

ข้อมูล 3 โซน อะไรนักสืบเก็บได้ อะไรอาจต้องผ่านศาล และอะไรไม่ควรทำ

เพื่อให้เข้าใจง่าย บทความนี้แบ่งข้อมูลออกเป็น “เขียว – เหลือง – แดง” โดย เป็นกรอบอธิบายเพื่อช่วยตัดสินใจก่อนจ้าง ไม่ใช่การแบ่งประเภทที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย

โซน ตัวอย่างข้อมูล หลักที่ควรรู้
เขียว พฤติกรรมในสถานที่ที่บุคคลทั่วไปสามารถมองเห็น การเข้า-ออกสถานที่ และลำดับการเดินทาง นักสืบสามารถรวบรวมจากการติดตามและสังเกต โดยใช้วิธีที่ชอบด้วยกฎหมาย
เหลือง เอกสารหรือข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก เช่น ข้อมูลทางการเงิน ทะเบียนผู้เข้าพัก หรือข้อมูลการใช้บริการบางประเภท นักสืบไม่มีอำนาจบังคับให้ผู้ครอบครองเปิดเผย หากผู้ว่าจ้างขอเองไม่ได้และจำเป็นต่อคดี อาจต้องดำเนินการผ่านกระบวนการศาล
แดง แฮกบัญชี ดักฟังโดยมิชอบ บุกรุกเคหสถาน หรือติดตั้งอุปกรณ์ในพื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่นโดยไม่มีสิทธิ การได้รับว่าจ้างไม่ได้ทำให้นักสืบเอกชน มีอำนาจใช้วิธีดังกล่าว

จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือ “โซนเหลือง”

การที่ข้อมูลอยู่กับธนาคาร โรงแรม ผู้ให้บริการ หรือบุคคลภายนอก ไม่ได้หมายความว่านักสืบสามารถยื่นบัตรหรือหนังสือมอบหมายแล้วขอข้อมูลนั้นได้

 

ในคดีแพ่ง หากเอกสารที่คู่ความต้องการอ้างอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอกและคู่ความไม่สามารถร้องขอโดยตรงได้ ป.วิ.พ. มาตรา 90 เชื่อมไปสู่กระบวนการตามมาตรา 123 ซึ่งเปิดทางให้ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารจากผู้ครอบครอง โดยกรณีบุคคลภายนอก ฝ่ายที่อ้างต้องส่งคำสั่งศาลแก่ผู้ครอบครองเอกสารล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน

 

ที่คนทั่วไปมักเรียกว่า “ต้องรอหมายศาล” ในบริบทนี้จึงควรเข้าใจให้แม่นว่า เป็นเรื่องของ การขอให้ศาลมีคำสั่งเรียกเอกสารหรือข้อมูลที่จำเป็นต่อคดีตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ไม่ใช่อำนาจที่นักสืบเอกชนสามารถออกหรือดำเนินการแทนศาลได้เอง

 

และไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทุกชนิดจะต้องถูกเรียกมาได้เสมอ ศาลยังเป็นผู้พิจารณาคำขอและความเกี่ยวข้องของเอกสารกับคดี

 

อ่านเพิ่มเติม: จ้างนักสืบเก็บหลักฐานใช้ในศาล ผิด PDPA หรือไม่   

3 เรื่องที่ผู้ว่าจ้างทำเอง แล้วทำให้งานเก็บหลักฐานยากขึ้น

งานติดตามพฤติกรรมทำได้ง่ายกว่าเมื่อเป้าหมายยังใช้ชีวิตตามปกติ สิ่งที่เราพบจากการทำงานและทำให้การติดตามยากขึ้นบ่อยมี 3 แบบ

 

  1. ต่อว่าทันทีที่เริ่มสงสัย
    เมื่ออีกฝ่ายรู้ว่ากำลังถูกสงสัย พฤติกรรม การเดินทาง หรือการนัดหมายอาจเปลี่ยนทันที
  2. ข่มขู่คู่สมรสหรือบุคคลที่สาม
    เช่น บอกว่าจะฟ้อง จะไปหาที่ทำงาน หรือประกาศว่าจะดำเนินการบางอย่าง ทำให้บุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่มความระมัดระวังในการพบกัน
  3. ติดตามเองจนอีกฝ่ายรู้ตัว แล้วค่อยมาจ้างนักสืบ
    กรณีนี้มักยากที่สุด เพราะเป้าหมายเริ่มระวังรถ คนรอบตัว และสภาพแวดล้อมแล้ว นักสืบอาจต้องรอจังหวะให้พฤติกรรมกลับเข้าสู่รูปแบบที่ประเมินได้อีกครั้ง

หากยังไม่ได้เผชิญหน้า การปรึกษาก่อนลงมือมักช่วยให้วางแผนได้ง่ายกว่า สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหน้า งานติดตามพฤติกรรม   

งานสืบมีกรอบเวลา แต่คดีก็มีกำหนดที่ต้องระวัง

สำหรับงานติดตามของทีมเรา หลายกรณีจะเริ่มวางกรอบประมาณ 3–7 วัน แล้วประเมินต่อจากพฤติกรรมของเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของงาน

 

ตัวเลขนี้เป็น กรอบการทำงานของทีม ไม่ใช่มาตรฐานทางกฎหมายหรือคำรับประกันว่าจะต้องได้หลักฐานภายใน 3–7 วัน เพราะบางกรณีเป้าหมายไม่มีพฤติกรรมตามที่คาด หรือเคยรู้ตัวมาก่อน ทำให้ต้องประเมินวิธีทำงานใหม่

 

รายละเอียดเรื่องค่าใช้จ่ายและรูปแบบงานสามารถอ่านได้ที่ จ้างนักสืบ ราคาเท่าไหร่  

 

อีกกรอบหนึ่งคือ กำหนดของคดี

 

ป.วิ.พ. มาตรา 88 วางหลักให้คู่ความที่ประสงค์จะอ้างพยานยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ขณะที่มาตรา 90 วางหลักเรื่องการยื่นและส่งสำเนาเอกสารก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วันเช่นกัน โดยกฎหมายมีรายละเอียดและข้อยกเว้นเพิ่มเติมตามแต่กรณี

 

หากพ้นกำหนดบัญชีระบุพยานแล้ว ก็ไม่ได้หมายความว่า “หมดสิทธิทันทีทุกกรณี” เพราะมาตรา 88 ยังเปิดช่องให้ยื่นคำร้องขออนุญาตอ้างพยานภายหลังเมื่อมีเหตุอันสมควร และศาลเห็นว่าจำเป็นเพื่อให้การวินิจฉัยประเด็นสำคัญเป็นไปโดยเที่ยงธรรม

 

แต่การมีข้อยกเว้นไม่ใช่เหตุผลให้รอจนใกล้วันสืบพยาน หากคดีเริ่มแล้ว ผู้ว่าจ้างควรแจ้งวันนัดและสถานะคดีตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน และส่งหลักฐานให้ทนายตรวจทันทีหลังได้รับ

 

ส่วนข้อมูลที่อยู่กับสำนักงานนักสืบ ตามข้อตกลงการให้บริการของเรา หลังส่งมอบจะเก็บข้อมูลและหลักฐานไว้ไม่เกิน 7 วันก่อนทำลายอย่างปลอดภัย เว้นแต่ผู้ว่าจ้างแจ้งความประสงค์ให้เก็บต่อเป็นลายลักษณ์อักษร

 

รายละเอียดเงื่อนไขอ่านได้ที่ ข้อตกลงการใช้บริการนักสืบ  

สรุปจากนักสืบ

การจ้างนักสืบรวบรวมพยานหลักฐานไม่ได้หมายถึงการซื้อคำรับประกันว่าจะชนะคดี เพราะ ป.วิ.พ. มาตรา 104 ให้อำนาจศาลวินิจฉัยว่าพยานหลักฐานที่นำสืบเกี่ยวข้องกับประเด็นและเพียงพอให้เชื่อเป็นยุติได้หรือไม่

สิ่งที่นักสืบควรทำให้ได้ก่อนส่งมอบจึงมีสามเรื่อง คือ รวบรวมโดยวิธีที่ชอบ รักษาที่มาให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ และส่งมอบให้ผู้ว่าจ้างกับทนายทันเวลา

จากนั้นเป็นหน้าที่ของฝ่ายกฎหมายที่จะประเมินว่า หลักฐานชิ้นใดควรนำเข้าสู่คดี ต้องมีพยานอื่นประกอบหรือไม่ และมีข้อมูลส่วนใดที่ต้องขอผ่านกระบวนการศาลเพิ่มเติม

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการรวบรวมพยานหลักฐาน ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายเฉพาะคดี ผู้มีคดีอยู่แล้วควรให้ทนายความตรวจข้อเท็จจริง กำหนดเวลา และวิธีนำพยานหลักฐานเข้าสู่สำนวนโดยตรง

เขียนโดย

ทีมงานนักสืบแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้าน
• งานสืบสวนเอกชน
• กฎหมายเบื้องต้น
• การสืบพยานหลักฐาน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับจ้างนักสืบแล้วได้อะไร

กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนภาพ วิดีโอ หรือเอกสารตายตัว ป.วิ.พ. มาตรา 104 ให้อำนาจศาลประเมินว่าพยานหลักฐานที่นำสืบเกี่ยวข้องกับประเด็นและเพียงพอให้เชื่อได้หรือไม่ ดังนั้นจำนวนไฟล์เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวตัดสิน ควรให้ทนายประเมินทั้งความเกี่ยวข้อง ความต่อเนื่อง และพยานอื่นที่ใช้ประกอบกัน

ยังสามารถประเมินการทำงานได้ แต่โดยทั่วไปจะยากขึ้น เพราะเป้าหมายอาจเปลี่ยนพฤติกรรมหรือเพิ่มความระมัดระวัง ควรแจ้งตั้งแต่การปรึกษาครั้งแรกว่าเคยเผชิญหน้า เคยติดตามเอง หรือมีเหตุให้อีกฝ่ายสงสัยมาก่อน เพื่อให้ประเมินวิธีทำงานและกรอบเวลาได้ตรงกับสถานการณ์จริง

ไม่จำเป็นทุกคดี การจะเรียกผู้ปฏิบัติงานเป็นพยานขึ้นอยู่กับรูปคดีและการวางพยานของฝ่ายกฎหมาย แต่ผู้ที่เป็นผู้พบเห็นหรือบันทึกเหตุการณ์ควรพร้อมให้ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งที่ตนพบเห็นและที่มาของหลักฐาน หากทนายเห็นว่าจำเป็นต้องระบุเป็นพยาน

ปรึกษาฟรีก่อนตัดสินใจ

หากยังไม่แน่ใจว่ากรณีของคุณควรเริ่มเก็บหลักฐานจากตรงไหน หรือข้อมูลที่ต้องการเป็นสิ่งที่นักสืบสามารถรวบรวมได้เองหรือควรประสานทนายก่อน ทีมนักสืบและนิติกรของนักสืบแห่งประเทศไทยสามารถช่วยประเมินแนวทางเบื้องต้นก่อนเริ่มงาน โดยข้อมูลที่ได้รับจะถูกดูแลตามข้อตกลงการให้บริการ

บทความที่เกี่ยวข้อง

หากต้องการเข้าใจเพิ่มเติมว่าหลักฐานที่นักสืบรวบรวมมาเกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคลและ PDPA อย่างไร อ่านต่อได้ที่ จ้างนักสืบฟ้องชู้-ฟ้องหย่า หลักฐานใช้ในศาลได้ไหม ผิด PDPA หรือไม่   

อีกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง: กฎหมายฟ้องชู้ฉบับอัปเดต รู้สิทธิ เตรียมหลักฐาน เรียกค่าทดแทนอย่างมั่นใจ   

Scroll to Top