สืบทรัพย์สินลูกหนี้ หลังชนะคดี คู่มือเจ้าหนี้ฉบับสมบูรณ์ ก่อนหมดสิทธิบังคับคดีใน 10 ปี

สืบทรัพย์สินลูกหนี้ เอกสารคำพิพากษาและโฉนดที่ดินบนโต๊ะนักสืบ พร้อมนาฬิกาทรายสื่อกรอบเวลาบังคับคดี 10 ปี
สืบทรัพย์ลูกหนี้ (แตะเพื่อขยายภาพ)

ชนะคดีมาแล้ว ถือคำพิพากษาอยู่ในมือ แต่บัญชียังว่างเปล่า นี่คือความจริงที่เจ้าหนี้จำนวนมากเพิ่งค้นพบหลังออกจากศาล เพราะในระบบกฎหมายไทย ศาลมีหน้าที่ตัดสิน แต่ไม่ได้ตามยึดทรัพย์ให้ การสืบทรัพย์สิน ลูกหนี้ จึงเป็นภารกิจของเจ้าหนี้เอง และเป็นตัวแปรเดียวที่เปลี่ยน “กระดาษคำพิพากษา” ให้กลายเป็นเงินจริง

ยิ่งในภาวะที่หนี้เสียในระบบเครดิตบูโรสูงถึงราว 1.19 ล้านล้านบาท ครอบคลุมลูกหนี้กว่า 5.15 ล้านคน (ข้อมูล ณ ไตรมาส 1/2568) การรู้วิธีสืบทรัพย์บังคับคดีอย่างถูกต้องและรวดเร็ว จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทักษะจำเป็นของเจ้าหนี้ยุคนี้ บทความนี้สรุปจากประสบการณ์ภาคสนาม ตั้งแต่กรอบเวลา 10 ปีที่ห้ามพลาด ทรัพย์ 5 กลุ่มที่ตามได้จริง ไปจนถึงวิธีคิดแบบมืออาชีพก่อนฟ้องว่า “คุ้มไหม” ครบจบในหน้าเดียว

  • การสืบหาทรัพย์สินลูกหนี้เป็นหน้าที่ของ “เจ้าหนี้” ไม่ใช่กรมบังคับคดี
  • ต้องร้องขอบังคับคดีภายใน 10 ปีนับแต่วันมีคำพิพากษา (ป.วิ.แพ่ง มาตรา 274)
  • ทรัพย์หลักที่ตามได้: ที่ดิน-บ้าน, ยานพาหนะ, หุ้น-กิจการ, เงินเดือน-สิทธิเรียกร้อง, ทรัพย์มีค่าอื่น
  • ทำเองได้แต่ช้าและมีข้อจำกัดทางข้อมูล มืออาชีพช่วย “ชี้เป้า” ได้เร็วกว่าและถูกกฎหมาย
  • ก่อนฟ้องควรเช็กทรัพย์ก่อน เพื่อให้ชนะแล้ว “ได้เงินคืนจริง” ไม่ใช่ชนะบนกระดาษ

หลายคนเข้าใจว่าเมื่อศาลพิพากษาให้ลูกหนี้ชำระหนี้ รัฐจะไปตามเงินมาให้ ความจริงกลับกัน: เจ้าหนี้ต้องสืบเองว่าลูกหนี้มีทรัพย์สินอะไร อยู่ที่ไหน ทำงานที่ใด แล้วจึงขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี เพื่อให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการยึดทรัพย์หรืออายัดเงินเดือน พูดง่าย ๆ กรมบังคับคดีคือ “ผู้ลงมือ” แต่ผู้ที่ต้อง “ชี้เป้า” คือคุณ หากชี้เป้าไม่ได้ กระบวนการก็เดินต่อไม่ได้ ต่อให้ชนะคดีขาดลอยแค่ไหนก็ตาม

 

นาฬิกาเริ่มเดินทันทีที่มีคำพิพากษา และมีข้อดีสำคัญที่เจ้าหนี้ควรรู้คือ หากได้ตั้งเรื่องยึดหรืออายัดทรัพย์ใดไว้แล้วภายในกำหนด 10 ปี การบังคับคดีกับทรัพย์นั้นสามารถดำเนินต่อไปจนเสร็จสิ้นได้แม้พ้นกำหนดแล้ว ในทางกลับกัน ลูกหนี้บางรายจงใจ “ถ่วงเวลา” รอให้เจ้าหนี้ท้อและหมดเขตไปเอง เวลาจึงเป็นทั้งอาวุธและศัตรูของเจ้าหนี้

” ชัยชนะในศาลคือครึ่งทาง อีกครึ่งคือข้อมูลทรัพย์สินที่คุณต้องหามาเอง ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด 

ทรัพย์สินลูกหนี้ 5 กลุ่มที่ตามได้จริง และช่องทางตรวจสอบ

ทรัพย์สินลูกหนี้ 5 กลุ่มที่สืบทรัพย์บังคับคดีได้ โฉนดที่ดิน รถยนต์ หุ้น บัญชีเงินฝาก และทองคำ
ทรัพย์สินลูกหนี้ 5 กลุ่มที่สืบทรัพย์บังคับคดีได้

การสืบทรัพย์ที่ได้ผลไม่ใช่การเดาสุ่ม แต่คือการไล่ตรวจอย่างเป็นระบบทีละกลุ่ม ดังนี้

  1. อสังหาริมทรัพย์ ที่ดิน บ้าน คอนโดฯ ตรวจกรรมสิทธิ์ที่สำนักงานที่ดินโดยใช้คำพิพากษาประกอบ จุดที่เจ้าหนี้พลาดบ่อยคือที่ดินต่างอำเภอหรือต่างจังหวัดที่ไม่เคยรู้ว่ามี (ทำความเข้าใจ   บทความ “เอกสารสิทธิเกี่ยวกับที่ดิน” เพื่ออ่านโฉนดเป็น)
  2. ยานพาหนะ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ ตรวจข้อมูลทะเบียนได้ที่กรมการขนส่งทางบก
  3. หุ้นและกิจการ การถือหุ้นหรือเป็นกรรมการบริษัท ตรวจได้จากฐานข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ลูกหนี้ระดับ “มีฐานะ” มักมีทรัพย์กลุ่มนี้มากกว่าที่ตาเห็น
  4. เงินเดือนและสิทธิเรียกร้อง อายัดผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี โดยเงินเดือนพนักงานเอกชนอายัดได้เฉพาะส่วนที่เกิน 20,000 บาท และตามแนวปฏิบัติไม่เกินร้อยละ 30 โบนัสอายัดได้ไม่เกินครึ่งหนึ่ง รวมถึงเงินฝากในบัญชี เงินปันผล และค่าเช่า
  5. ทรัพย์มีค่าอื่น ทองคำ เครื่องประดับ ของสะสมมูลค่าสูง

ทรัพย์ที่กฎหมายห้ามแตะ (ข้อควรระวังก่อนตั้งเรื่อง)

กฎหมายคุ้มครองการดำรงชีพขั้นพื้นฐานของลูกหนี้ไว้ เช่น เงินเดือนและบำนาญของข้าราชการอายัดไม่ได้ เงินเดือนเอกชนที่ไม่ถึง 20,000 บาทอายัดไม่ได้ รวมถึงเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและเบี้ยความพิการ และเครื่องใช้จำเป็นในครัวเรือนหรือเครื่องมือประกอบอาชีพภายในมูลค่าที่กฎหมายกำหนด การรู้เส้นแบ่งนี้ช่วยให้ไม่เสียเวลาและค่าใช้จ่ายกับทรัพย์ที่บังคับไม่ได้

อย่ามองแค่บ้านกับรถ ทรัพย์ที่พลิกเกมส่วนใหญ่มักเป็นหุ้น เงินเดือน และสิทธิเรียกร้องที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

ขั้นตอนสืบทรัพย์บังคับคดี 5 ขั้น จากคำพิพากษาสู่เงินคืน

5 ขั้นตอนบังคับคดีจากคำพิพากษาสู่เงินคืน
  1. ขอออกหมายบังคับคดี ยื่นคำขอต่อศาลเพื่อตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี (ดูขั้นตอนราชการได้ที่เว็บไซต์ กรมบังคับคดี )
  2. สืบทรัพย์ รวบรวมข้อมูลพื้นฐาน ชื่อ-สกุล เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ แหล่งงาน แล้วไล่ตรวจทรัพย์ทั้ง 5 กลุ่มข้างต้น ขั้นนี้คือหัวใจของทั้งกระบวนการ
  3. ตั้งเรื่องยึดหรืออายัด ทรัพย์มีรูปร่างใช้วิธี “ยึด” สิทธิเรียกร้องอย่างเงินเดือนหรือเงินฝากใช้วิธี “อายัด” พร้อมวางค่าใช้จ่ายตามระเบียบ
  4. ขายทอดตลาด กรมบังคับคดีนำทรัพย์ที่ยึดออกประมูล เจ้าหนี้ควรติดตามราคาประเมินและวันขายอย่างใกล้ชิด
  5. รับชำระหนี้ ได้ไม่ครบยอด ยังตามยึดทรัพย์อื่นเพิ่มได้ภายในกรอบเวลา

เกร็ดจากหน้างาน: ลูกหนี้จำนวนมากยอมกลับมาเจรจาทันทีที่ทรัพย์ถูกยึดจริง เพราะต้นทุนการเสียทรัพย์ในราคาขายทอดตลาดมักสูงกว่าการจ่ายหนี้ การสืบเจอจึงมักทำให้เรื่องจบ “เร็วกว่า” ที่คิด

กระบวนการมีแค่ 5 ขั้น แต่ขั้นที่ตัดสินแพ้ชนะจริงคือขั้นที่ 2 ข้อมูลทรัพย์สิน

สืบทรัพย์ก่อนฟ้อง วิธีคิดแบบมืออาชีพ และเส้นแบ่งกฎหมายที่ต้องรู้

การวางแผนสืบทรัพย์ก่อนฟ้องร่วมกับทีมมืออาชีพ

มืออาชีพจะกลับลำดับคิด: แทนที่จะ “ฟ้องก่อน ค่อยหาทรัพย์” ให้ “เช็กทรัพย์ก่อน แล้วค่อยตัดสินใจฟ้อง” เพราะการฟ้องมีต้นทุนทั้งค่าทนาย ค่าธรรมเนียมศาล และเวลาอีกนับปี หากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์ให้บังคับเลย สิ่งที่ได้คือชัยชนะบนกระดาษ ยิ่งไปกว่านั้น มูลหนี้บางประเภทมีอายุความฟ้องสั้น เช่น หนี้บัตรเครดิต 2 ปี สินเชื่อส่วนบุคคล 5 ปี การรู้ข้อมูลเร็วจึงได้เปรียบทุกทาง

เคสตัวอย่าง

“คุณวิชัย” (นามสมมติ) เจ้าของธุรกิจวัสดุก่อสร้าง มีลูกหนี้การค้าค้างชำระ 3.5 ล้านบาท ปลายสายยืนยันเสียงหนักแน่นว่า “ไม่เหลืออะไรแล้ว” การสืบทรัพย์กลับพบที่ดินต่างจังหวัด 1 แปลงที่ยังเป็นชื่อลูกหนี้ และการถือหุ้นในบริษัทที่เพิ่งจดทะเบียนใหม่ เมื่อตั้งเรื่องยึดที่ดิน ลูกหนี้ติดต่อขอเจรจาผ่อนชำระภายใน 2 สัปดาห์ เคสนี้เรียบเรียงจากรูปแบบที่ทีมงานพบจริงในงานสืบทรัพย์ ปรับรายละเอียดและใช้นามสมมติทั้งหมดเพื่อรักษาความลับของผู้เกี่ยวข้อง

เจ้าหนี้ตรวจเองได้ไหม? . .ได้!. . แต่ต้องรู้ช่องทาง มีเวลาไล่ตรวจทีละหน่วยงาน และมีกำแพงสำคัญคือข้อมูลบัญชีธนาคาร ซึ่งธนาคารพาณิชย์เอกชนไม่มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะเปิดเผยข้อมูลบัญชีให้เจ้าหนี้ ต้องใช้กระบวนการอายัดผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดีเท่านั้น

การจ้างมืออาชีพจึงเป็นการซื้อ “ความเร็วและความแม่นยำ” นักสืบเอกชน ทำหน้าที่หาข้อมูล ชี้เป้าทรัพย์ และติดตามพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ขัดกับคำว่า “ไม่มีเงิน” ผ่าน หน้าบริการ : บริการสืบทรัพย์สิน ส่วนทนายความรับช่วงต่อในชั้นบังคับคดี ทีมที่ดีต้องทำงานในกรอบกฎหมายและ PDPA เสมอ เพราะข้อมูลที่ได้มาโดยมิชอบเสี่ยงทั้งใช้ไม่ได้และย้อนกลับมาเป็นคดีของเจ้าหนี้เอง ดูแนวคิดการคิดค่าบริการได้ที่  บทความ : จ้างนักสืบราคาเท่าไหร่ และรู้จักทีมงานได้ที่    เกี่ยวกับนักสืบแห่งประเทศไทย 

ข้อสังเกตสุดท้าย: หากตรวจพบว่าลูกหนี้เพิ่ง “โอนบ้านให้ลูก ขายรถให้ญาติ” หลังถูกทวงถาม อย่าเพิ่งถอดใจ กฎหมายมีเครื่องมือจัดการการโอนทรัพย์หนีหนี้อยู่ ซึ่งเราจะเจาะลึกทั้งข้อกฎหมายและวิธีพิสูจน์ในบทความ ลูกหนี้แกล้งจน โอนทรัพย์หนีหนี้

เช็กทรัพย์ก่อนฟ้อง = ประเมินความคุ้มค่าก่อนลงทุน และทุกการสืบต้องอยู่ในกรอบกฎหมาย

บทสรุป สามสิ่งที่เจ้าหนี้ต้องจำ

หนึ่ง หน้าที่สืบทรัพย์เป็นของคุณ ไม่มีใครทำแทนโดยอัตโนมัติ

สอง เวลามีจำกัด 10 ปีและนับถอยหลังตั้งแต่วันมีคำพิพากษา

สาม ข้อมูลคือหัวใจ ใครเจอทรัพย์ก่อน คนนั้นคุมเกม

แหล่งอ้างอิงบทความ

เขียนโดย

ทีมงานนักสืบแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้าน
• งานสืบสวนเอกชน
• กฎหมายเบื้องต้น
• การสืบพยานหลักฐาน

บทความนี้ผ่านการตรวจสอบและเผยแพร่ครั้งแรก: 19 กันยายน 2024
ปรับปรุงล่าสุด: 19 กรกฎาคม 2026

คำถามที่พบบ่อยเรื่องสืบทรัพย์ลูกหนี้

A1 : เจ้าหนี้ต้องสืบหาและชี้เป้าทรัพย์สินเอง กรมบังคับคดีมีบทบาทเป็นผู้ดำเนินการยึด อายัด และขายทอดตลาดตามเรื่องที่เจ้าหนี้ตั้งเข้ามาเท่านั้น

A2 : อย่าเพิ่งเชื่อคำว่า “ไม่มี” ให้ไล่ตรวจทรัพย์ทั้ง 5 กลุ่มอย่างเป็นระบบก่อน และแม้วันนี้ไม่พบ ภายในกรอบ 10 ปี ลูกหนี้อาจมีทรัพย์ใหม่ เช่น เริ่มงานใหม่ที่อายัดเงินเดือนได้ หรือได้รับมรดก ซึ่งตามบังคับได้เมื่อพบ

A3 : ไม่ได้โดยตรง ข้อมูลบัญชีเป็นความลับตามกฎหมาย การเอาเงินในบัญชีมาชำระหนี้ต้องใช้กระบวนการอายัดผ่านเจ้าพนักงานบังคับคดี สิ่งที่นักสืบช่วยได้อย่างถูกกฎหมายคือการหาเบาะแสแหล่งรายได้ ที่ทำงาน กิจการ และทรัพย์สินอื่นเพื่อชี้เป้าให้แม่น หากพบผู้ให้บริการรายใดอ้างว่า “เจาะข้อมูลธนาคารได้” ให้ระวัง เพราะนั่นคือการกระทำผิดกฎหมายที่อาจย้อนมาเป็นคดีของตัวเจ้าหนี้เอง

ปรึกษาฟรีก่อนตัดสินใจ

หากต้องการประเมินว่าลูกหนี้ของคุณ “มีอะไรให้ตามบ้าง” ก่อนตัดสินใจฟ้องหรือบังคับคดี ทีมนักสืบแห่งประเทศไทยยินดีให้คำปรึกษาเบื้องต้นฟรี รักษาความลับทุกขั้นตอน

บทความต่อยอด

ลูกหนี้ของคุณกำลังยักย้ายถ่ายเททรัพย์อยู่หรือเปล่า? ติดตามภาคต่อ “ลูกหนี้แกล้งจน โอนทรัพย์หนีหนี้ เจ้าหนี้ตามอย่างไรให้เจอ” 

Scroll to Top