นักสืบไซเบอร์ กู้แชทที่ถูกลบได้จริงไหม? คำตอบจากงานนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล

กลางดึกคืนหนึ่ง คุณถือโทรศัพท์เครื่องหนึ่งไว้ในมือ หน้าจอสว่างขึ้นแล้วดับลง แล้วสว่างขึ้นอีกครั้ง คำถามที่วนอยู่ในหัวไม่ใช่ “เขาคุยกับใคร” แต่เป็น “สิ่งที่ถูกลบไปแล้ว มันกู้คืนมาได้ไหม?”

 

การกู้แชทที่ถูกลบ เป็นบริการที่ถูกโฆษณามากที่สุด และถูกเข้าใจผิดมากที่สุด ในวงการนักสืบไทยนั้น บางเจ้ารับปาก 100% บางเจ้าบอกว่าทำได้ทุกแอป ทุกรุ่น ทุกสถานการณ์ แต่ในฐานะทีมที่ทำงานสืบสวนมา 15 ปี เราขอพูดตรง ๆ ว่าความจริงซับซ้อนกว่านั้นมาก และคำถามแรกที่คุณควรถาม ไม่ใช่คำว่า “กู้ได้ไหม”

 

บทความนี้ตอบสามเรื่องที่แทบไม่มีใครตอบครบทั้งหมด ข้อมูลที่ลบไปแล้วยังอยู่จริงหรือไม่ คุณมีสิทธิเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องนั้นตามกฎหมายหรือเปล่า และถ้าได้ข้อมูลมาแล้ว ศาลจะรับฟังหรือไม่

 

อ่านจบแล้ว คุณจะประหยัดทั้งเงิน เวลา และในบางกรณีคดีที่คุณไม่ควรตกเป็นจำเลยเสียเอง

สรุปเนื้อหาของบทความ

กู้แชทที่ถูกลบ “ทำได้จริง” แต่ไม่ใช่ทุกกรณี ความสำเร็จขึ้นกับสามเงื่อนไข

① ผู้ว่าจ้างมีสิทธิเข้าถึงอุปกรณ์เครื่องนั้นตามกฎหมายหรือไม่

② ข้อมูลถูกเขียนทับไปแล้วหรือยัง และมีไฟล์สำรองหรือเปล่า

③ วิธีที่ได้ข้อมูลมา ทำให้ศาลรับฟังได้หรือไม่

สิ่งที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดคือ การเป็นเจ้าของตัวเครื่อง ไม่เท่ากับ การมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลในเครื่อง แม้เป็นสินสมรสก็ตาม

สารบัญเว็บไซต์

กู้แชทที่ถูกลบต้องผ่าน "3 ด่าน" ไม่ใช่ด่านเดียว

เกือบทุกคนที่โทรเข้ามาปรึกษา มักถามคำถามเดียวกัน คือ “ทำได้ไหม?” ซึ่งเป็นคำถามที่ถูก แต่มาผิดลำดับ จากประสบการณ์งานจริง หลักฐานดิจิทัลชิ้นหนึ่งต้องผ่านสามด่านจึงจะใช้งานได้ และถ้าตกด่านใดด่านหนึ่ง หลักฐานชิ้นนั้นก็ไร้ค่าเท่ากัน

 

  • ด่านที่ 1 ด่านสิทธิ คุณมีอำนาจตามกฎหมายเข้าถึงอุปกรณ์นั้นหรือไม่
  • ด่านที่ 2 ด่านเทคนิค ข้อมูลยังเหลืออยู่ให้กู้หรือไม่(ส่วนนี้พบมากที่สุด)
  • ด่านที่ 3 ด่านศาล สิ่งที่ได้มาใช้เป็นพยานหลักฐานได้จริงหรือไม่

ลูกค้าส่วนใหญ่มักคิดถึงด่านที่ 2 เป็นด่านแรก บริษัทที่รับงานแบบไม่รับผิดชอบก็ขายด่านที่ 2 เพราะขายง่ายที่สุด แต่ในทางปฏิบัติ ด่านที่ 1 ต้องผ่านก่อนเสมอ ถ้าตกตั้งแต่ด่านแรก ต่อให้กู้ข้อมูลได้สวยงามแค่ไหน ผลลัพธ์คือคุณเสียเงิน แล้วได้คดีอาญาติดมือกลับมา

❝ ลำดับที่ถูกต้องคือ สิทธิ เทคนิค ศาล การเริ่มผิดด่าน คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้คนเสียเงินฟรี ❞

ด่านที่ 1 ด่านสิทธิ "เครื่องของคุณ" ไม่เท่ากับ "ข้อมูลของคุณ"

ทำไมข้ออ้าง "สินสมรส" ถึงไม่ช่วยอะไร

นี่คือความเข้าใจผิดที่แพงที่สุดในเรื่องนี้ หลายคนเชื่อว่าถ้าโทรศัพท์เครื่องนั้นซื้อด้วยเงินกองกลาง เป็นสินสมรส หรือจดทะเบียนซิมในชื่อตัวเอง ก็ย่อมมีสิทธิเปิดดู แต่กฎหมายไม่ได้มองแบบนั้นครับ ลองอ่านตัวบทให้ช้าลงหนึ่งรอบ

 

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 7 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

มาตรา 18(7) ประกอบมาตรา 19 พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ “ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด” แต่ต้องยื่นคำร้องขอคำสั่งศาลก่อน

❝ กฎหมายให้อำนาจถอดรหัสลับข้อมูลไว้กับพนักงานเจ้าหน้าที่เท่านั้น และให้ใช้ได้ต่อเมื่อยื่นคำร้องจนศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้ว (มาตรา 18(7) ประกอบมาตรา 19) นี่คือคำตอบที่ชัดที่สุดว่าทำไมเอกชนถึงทำเองไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเราไม่มีเครื่องมือ แต่เพราะกฎหมายไม่ได้ให้อำนาจนั้นไว้กับใครนอกจากรัฐ ❞

จุดตัดสินอยู่ที่วลี “มาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน” กฎหมายผูกกับ รหัสผ่าน ไม่ได้ผูกกับ กรรมสิทธิ์ในตัวเครื่อง พูดง่าย ๆ คือ ถ้าอีกฝ่ายตั้งรหัสของเขาเอง รหัสนั้นไม่ได้มีไว้สำหรับคุณ การปลดล็อกเข้าไปจึงเข้าองค์ประกอบความผิด ไม่ว่าเครื่องจะเป็นของใครก็ตาม

 

และนักสืบที่ลงมือทำให้ ก็อาจต้องรับผิดในฐานะตัวการร่วมด้วย นี่คือเหตุผลที่บริษัทที่ทำงานอย่างมืออาชีพจะถามเรื่องสิทธิก่อนถามเรื่องรุ่นโทรศัพท์เสมอ

4 กรณีที่ทำได้ถูกกฎหมายจริง

  1. อุปกรณ์ของผู้ว่าจ้างเอง กู้ข้อมูลของตัวเองที่เผลอลบ หรือถูกลบโดยผู้อื่น
  2. อุปกรณ์ขององค์กร ที่มีนโยบายการใช้งาน (Acceptable Use Policy) แจ้งพนักงานไว้ล่วงหน้า และตรวจในขอบเขตที่จำเป็นตามหลักสัดส่วนของ PDPA บริการตรวจสอบธุรกิจ
  3. เจ้าของข้อมูลให้ความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น กรณีตรวจสอบเพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตนเอง
  4. มีคำสั่งศาลหรือหมายค้น หรือดำเนินการผ่านพนักงานสอบสวนในคดีอาญา

ถ้าเคสของคุณไม่เข้าสี่ข้อนี้ ให้หยุดที่ด่านแรก แล้วอ่านหัวข้อสุดท้ายของบทความนี้ ยังมีทางออกที่ถูกกฎหมายอยู่

ด่านที่ 2 ด่านเทคนิค กู้ได้จริงแค่ไหน และทำไมเวลาถึงสำคัญที่สุด

ลบแล้ว" ไม่ได้แปลว่า "หายทันที" แต่ก็ไม่ได้แปลว่า "อยู่ตลอดไป"

เมื่อกดลบ ระบบไฟล์ไม่ได้ล้างข้อมูลจริง เพียงแค่ทำเครื่องหมายว่าพื้นที่ตรงนั้นว่างและเขียนทับได้ ข้อมูลเดิมจึงยังอยู่จนกว่าจะมีอะไรมาเขียนทับ

 

ปัญหาคือสมาร์ตโฟนยุคใหม่ใช้หน่วยความจำแบบแฟลชที่มีกลไก TRIM และ Garbage Collection คอยล้างพื้นที่ที่ถูกทำเครื่องหมายว่าว่างโดยอัตโนมัติ เพื่อรักษาความเร็วของเครื่อง นั่นแปลว่าข้อมูลบนมือถือถูกทำลายถาวรเร็วกว่าฮาร์ดดิสก์แบบเดิมมาก

 

ทุกครั้งที่เครื่องถูกใช้งานต่อ เช่น ถ่ายรูป ดูวิดีโอ อัปเดตแอป จึงทำให้โอกาสกู้สำเร็จลดลง นี่คือเหตุผลที่เคสซึ่งติดต่อเราภายใน 24-48 ชั่วโมงมีอัตราสำเร็จสูงกว่าเคสที่ปล่อยไว้เป็นเดือนอย่างมีนัยสำคัญ

ทำไมไฟล์สำรองมักเป็นทางเลือกดีที่สุด

แอปแชทอย่าง LINE, WhatsApp และ Signal ใช้การเข้ารหัสแบบ End-to-End ซึ่งหมายความว่าข้อความบนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอยู่ในสภาพที่อ่านไม่ได้ แม้แต่ผู้ให้บริการเองก็เปิดดูไม่ได้

 

ในทางปฏิบัติ แหล่งข้อมูลที่กู้ได้จริงจึงมักไม่ใช่ตัวแอป แต่เป็น ไฟล์สำรองที่ผู้ใช้เคยตั้งค่าไว้เอง บน iCloud หรือ Google Drive รวมถึงร่องรอยในฐานข้อมูล SQLite ที่ยังไม่ถูกรวมเข้าไฟล์หลัก

 

พูดให้ชัดอีกก็คือ ถ้าไม่มีไฟล์สำรอง และข้อมูลถูกเขียนทับแล้ว ไม่มีเครื่องมือใดในโลกกู้กลับมาได้ ใครที่รับปากคุณสามารถทำได้ 100% โดยยังไม่ได้เห็นเครื่อง คือสัญญาณอันตรายที่ควรพิจารณา

❝ ปัจจัยที่ควบคุมได้มีอย่างเดียวคือเวลา ยิ่งหยุดใช้เครื่องเร็ว โอกาสยิ่งสูง ❞

ด่านที่ 3 ด่านศาล ได้ข้อมูลมาแล้ว ใช้ได้จริงหรือเปล่า

ด่านนี้คือด่านที่ส่วนใหญ่คนมักไม่รู้ว่ามีอยู่ จนกระทั่งจ่ายเงินไปแล้ว

 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 226/1 วางหลักว่า พยานหลักฐานที่เกิดขึ้นโดยชอบ แต่ได้มาเนื่องจากการกระทำโดยมิชอบ ห้ามมิให้ศาลรับฟัง เว้นแต่การรับฟังนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อการอำนวยความยุติธรรมมากกว่าผลเสียที่กระทบต่อมาตรฐานของระบบงานยุติธรรมหรือสิทธิเสรีภาพพื้นฐานของประชาชน 

 

มาตรา 25 (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ) ข้อมูลที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้มาตาม พ.ร.บ.นี้ อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานได้ “แต่ต้องเป็นชนิดที่มิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง หรือโดยมิชอบประการอื่น”

แปลเป็นภาษาที่เข้าใจคือ ถ้าคุณตกด่านที่ 1 คุณอาจจ่ายค่าปฏิบัติการหลักหมื่น ได้ภาพแชทมาเต็มมือ แล้วศาลไม่รับฟัง ส่วนอีกฝ่ายกลับมีสิทธิฟ้องคุณตามมาตรา 7 ได้เต็ม ๆ

 

ในทางกลับกัน หลักฐานที่ผ่านทั้งสามด่านจะมาพร้อมองค์ประกอบที่ทำให้มันมีน้ำหนักจริงในชั้นศาล ได้แก่ การทำสำเนาภาพนิติวิทยาศาสตร์ (Forensic Image) ที่ไม่แตะต้องต้นฉบับ ค่าแฮช SHA-256 ที่พิสูจน์ว่าข้อมูลไม่ถูกแก้ไข ห่วงโซ่การครอบครองพยานหลักฐาน (Chain of Custody) ที่บันทึกว่าใครถืออุปกรณ์เมื่อใด และ รายงานผู้เชี่ยวชาญ ที่อธิบายกระบวนการได้ทีละขั้น

 

นี่คือความต่างระหว่างภาพถ่ายหน้าจอที่ใครก็อ้างว่าตัดต่อได้ กับหลักฐานที่ยืนอยู่ได้ในห้องพิจารณาคดี

❝ หลักฐานที่ดีไม่ได้วัดกันที่เนื้อหา แต่วัดกันที่ที่มา ❞

5 สิ่งที่ต้องทำทันที ถ้ายังอยากได้ข้อมูลคืน

การรักษาสภาพโทรศัพท์เพื่อคงห่วงโซ่การครอบครองพยานหลักฐาน
โทรศัพท์ที่ปิดเครื่องและผนึกในถุงวัตถุพยาน พร้อมบันทึกไทม์ไลน์การครอบครอง

ถ้าอุปกรณ์เครื่องนั้นเข้าเงื่อนไขด่านที่ 1 และคุณต้องการรักษาโอกาสไว้ให้มากที่สุด

 

  1. หยุดใช้เครื่องทันที ทุกการใช้งานคือการเขียนทับ
  2. เปิดโหมดเครื่องบิน และปิดเครื่อง เพื่อตัดการซิงก์ข้อมูลและป้องกันการสั่งลบจากระยะไกล
  3. อย่าติดตั้งแอปกู้ข้อมูลเอง แอปเหล่านั้นต้องเขียนตัวเองลงเครื่อง ซึ่งอาจทับข้อมูลที่คุณกำลังตามหาพอดี
  4. ห้ามคืนค่าโรงงาน ห้ามอัปเดตระบบปฏิบัติการ เด็ดขาด
  5. จดบันทึกไทม์ไลน์ ว่าใครถือเครื่องช่วงเวลาใดบ้าง ห่วงโซ่การครอบครองพยานหลักฐานเริ่มนับตั้งแต่วินาทีนี้ ไม่ใช่ตอนส่งเครื่องถึงมือผู้เชี่ยวชาญ

ดังนั้น สี่สิบแปดชั่วโมงแรกมีค่ามากกว่าเครื่องมือราคาแพงทั้งหมดรวมกัน

ถ้าผ่านด่านที่ 1 ไม่ได้ ยังมีทางไหนอีก

หลายคนส่วนใหญ่มาถึงจุดนี้แล้วรู้สึกว่าทางตัน ซึ่งไม่จริงครับ มีทางที่ถูกกฎหมายอยู่สามทาง

 

  1. งานติดตามพฤติกรรมภาคสนาม การบันทึกพฤติกรรมในที่สาธารณะทำได้โดยชอบ และในทางปฏิบัติมักให้หลักฐานที่มีน้ำหนักในชั้นศาลมากกว่าข้อความแชทเสียอีก บริการนักสืบชู้สาว ติดตามบุคคล
  2. ขอหลักฐานผ่านกระบวนการศาล ทนายความสามารถยื่นขอหมายเรียกพยานเอกสารได้ ซึ่งเป็นเส้นทางที่ช้ากว่า แต่หลักฐานที่ได้มามีสถานะสมบูรณ์ → บริการนิติกรกฎหมาย
  3. แจ้งความดำเนินคดี หากเข้าข่ายความผิดอาญา ให้พนักงานสอบสวนใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าถึงข้อมูล   กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

จำไว้ว่า แม้ช้ากว่าแต่ใช้ได้จริง ดีกว่าเร็วแล้วกลายเป็นจำเลยครับ

เขียนโดย

ทีมงานนักสืบแห่งประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้าน
• งานสืบสวนเอกชน
• กฎหมายเบื้องต้น
• การสืบพยานหลักฐาน

บทความนี้ผ่านการตรวจสอบและอัปเดตล่าสุดเมื่อ วันที่ 6 สิงหาคม 2569

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการกู้แชท

A1: ขึ้นกับว่ามีไฟล์สำรองหรือไม่ ถ้ามี อายุของข้อความแทบไม่มีผล แต่ถ้าไม่มีไฟล์สำรอง และเครื่องถูกใช้งานต่อเนื่อง โอกาสจะลดลงเร็วมากจากการเขียนทับข้อมูล กรณีที่เกิน 6 เดือนและไม่มี backup โอกาสสำเร็จค่อนข้างต่ำ

A2: การเป็นเจ้าของตัวเครื่องไม่ได้ให้สิทธิเข้าถึงข้อมูลที่ผู้อื่นตั้งรหัสป้องกันไว้ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 7 ผูกกับ “มาตรการป้องกันที่มิได้มีไว้สำหรับตน” ไม่ได้ผูกกับกรรมสิทธิ์ แม้เป็นสินสมรสก็ยังเข้าข่ายความผิดได้

A3: หยุดทันทีตั้งแต่ก่อนแตะเครื่อง ถ้าตั้งใจจะใช้ข้อมูลนั้นเป็นพยานหลักฐาน เพราะการเปิดดูเอง ติดตั้งแอปกู้ข้อมูล หรือแม้แต่การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ล้วนทำลายทั้งข้อมูลและห่วงโซ่การครอบครองพยานหลักฐานพร้อมกัน และควรตรวจสอบเรื่องสิทธิเข้าถึงก่อนเสมอ

ปรึกษาฟรีก่อนตัดสินใจ

ทุกเคสมีรายละเอียดต่างกัน และคำตอบว่า “ทำได้หรือไม่” มักตัดสินกันที่ข้อเท็จจริงเล็ก ๆ ที่คนทั่วไปมองข้าม เช่น ใครเป็นผู้ตั้งรหัสเครื่อง หรือเคยเปิดสำรองข้อมูลอัตโนมัติไว้หรือเปล่า

ทีมงานนักสืบแห่งประเทศไทย ให้บริการประเมินความเป็นไปได้เบื้องต้นโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เราจะบอกตามตรงตั้งแต่ต้นว่าเคสของคุณผ่านด่านที่ 1 หรือไม่ และถ้าไม่ผ่าน ทางเลือกที่ถูกกฎหมายมีอะไรบ้าง เพราะการบอกความจริงตั้งแต่วันแรกมีค่ากับคุณมากกว่าการรับงานที่เรารู้อยู่แล้วว่าจะจบไม่สวยภายหลัง

เกร็ดความรู้

สิ่งที่อยากให้จำกลับไปมีเพียงเรื่องเดียว หลักฐานดิจิทัลต้องผ่านทั้งสามด่าน ไม่ใช่ด่านเดียว เทคโนโลยีเป็นแค่ด่านกลาง ด่านที่ตัดสินว่าคุณจะได้ประโยชน์หรือได้คดี คือด่านสิทธิที่อยู่ต้นทาง และด่านศาลที่อยู่ปลายทาง

ถ้าคุณกำลังคิดจะจ้างใครทำเรื่องนี้ ลองใช้คำถามเดียวเป็นเครื่องกรอง “เขาถามเรื่องสิทธิเข้าถึงอุปกรณ์ก่อน หรือถามรุ่นโทรศัพท์ก่อน” คำตอบจะบอกคุณเกือบทุกอย่าง

Scroll to Top