แบ่งสินสมรสหลังหย่า รู้สิทธิ ปกป้องทรัพย์สิน พร้อมวิธีรับมือทุกสถานการณ์
หย่าร้างไม่เคยเป็นเรื่องง่าย แต่สิ่งที่ทำให้มันยากขึ้นไปอีกคือ “ปัญหาเรื่องทรัพย์สิน” บ้านหลังนี้เป็นของใคร? เงินในบัญชีต้องแบ่งไหม? รถที่ผ่อนด้วยกันใครจะได้ไป? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของคนที่กำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของชีวิต
ความจริงที่หลายคนยังไม่รู้คือ กฎหมายไทยมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการแบ่งทรัพย์สินหลังหย่า โดยแยกออกเป็น “สินส่วนตัว” ที่เป็นของใครของมัน กับ “สินสมรส” ที่ต้องแบ่งกันคนละครึ่ง ฟังดูตรงไปตรงมา แต่ในทางปฏิบัติมีรายละเอียดปลีกย่อยที่ทำให้คนจำนวนมากเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว
บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจสิทธิของตัวเอง แยกแยะทรัพย์สินได้ถูกประเภท และเตรียมพร้อมรับมือทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะตกลงกันดี ๆ หรือต้องต่อสู้ในชั้นศาล หากคุณกำลังเผชิญปัญหาเรื่องคู่สมรสนอกใจด้วย แนะนำให้อ่านบทความ “กฎหมายฟ้องชู้ฉบับอัปเดต“ ของเราควบคู่กันครับ
บริการงานสืบที่เกี่ยวข้อง : งานสืบทรัพย์บังคับคดี
สารบัญเว็บไซต์
Toggleสินสมรส vs สินส่วนตัว แยกให้ออกก่อนจะแบ่ง
ก่อนจะคุยเรื่อง “แบ่งอย่างไร” ต้องตอบคำถามพื้นฐานให้ได้ก่อนว่า “ทรัพย์สินชิ้นไหนต้องแบ่ง ชิ้นไหนไม่ต้อง” เพราะกฎหมายแบ่งทรัพย์สินของคู่สมรสออกเป็นสองประเภทเท่านั้น คือ สินส่วนตัวกับสินสมรส
"สินส่วนตัว" คืออะไร? ทรัพย์สินที่ไม่ต้องแบ่ง
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 สินส่วนตัวคือทรัพย์สินที่เป็นของคุณคนเดียว ไม่ว่าจะหย่าหรือไม่ก็ตาม ประกอบด้วย 5 ประเภทหลัก ดังนี้
- ทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนจดทะเบียนสมรส — เช่น บ้าน ที่ดิน เงินฝาก รถยนต์ที่ซื้อไว้ก่อนแต่งงาน ไม่ว่าจะมีมูลค่าเท่าไหร่ก็เป็นของเจ้าของคนเดิม
- เครื่องใช้สอยส่วนตัวและเครื่องมือประกอบอาชีพ — เช่น สร้อยคอ นาฬิกา เสื้อผ้า รวมถึงอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำมาหากิน
- ทรัพย์สินที่ได้รับเป็นมรดกหรือของขวัญระหว่างสมรส — แม้จะได้มาหลังแต่งงาน แต่ถ้าเป็นมรดกตกทอดหรือมีคนให้โดยเสน่หา ถือเป็นของส่วนตัว
- ของหมั้น — เป็นสินส่วนตัวของฝ่ายที่ได้รับ
- ของแทนสินส่วนตัว — เช่น เอาที่ดินที่มีก่อนแต่งงานไปขาย เงินที่ได้ก็ยังเป็นสินส่วนตัวอยู่
"สินสมรส" คืออะไร? ทรัพย์สินที่ต้องแบ่งคนละครึ่ง
สินสมรสตามมาตรา 1474 คือทรัพย์สินที่คู่สมรสเป็นเจ้าของร่วมกัน ไม่ว่าฝ่ายใดจะเป็นคนหามาก็ตาม แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
- ทรัพย์สินทุกอย่างที่ได้มาระหว่างสมรส — เงินเดือน โบนัส เงินบำนาญ เงินชดเชย รางวัลลอตเตอรี่ รวมถึงบ้าน ที่ดิน รถยนต์ที่ซื้อด้วยเงินเหล่านี้ แม้จะใส่ชื่อฝ่ายเดียวก็ยังเป็นสินสมรส
- ทรัพย์สินจากพินัยกรรมหรือการให้เป็นหนังสือ ที่ระบุชัดเจนว่าให้เป็นสินสมรส
- ดอกผลของสินส่วนตัว — จุดนี้สำคัญมากและเป็นที่มาของข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุด
นอกจากนี้ กฎหมายยังวางหลักสันนิษฐานไว้ว่า หากสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นสินสมรสหรือไม่ “ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นสินสมรส” ดังนั้นภาระการพิสูจน์จะตกอยู่กับฝ่ายที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัว
กับดักที่หลายคนพลาด ดอกผลของสินส่วนตัวเป็น "สินสมรส"
นี่คือจุดที่ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิด สมมติว่าคุณมีเงินฝาก 5 ล้านบาทอยู่ก่อนแต่งงาน ตัวเงินต้น 5 ล้านบาทยังเป็นสินส่วนตัวของคุณ แต่ “ดอกเบี้ย” ที่งอกมาหลังจดทะเบียนสมรส กลับกลายเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่ง
หลักเกณฑ์นี้ใช้กับดอกผลทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นค่าเช่าบ้านที่คุณมีอยู่ก่อนแต่ง เงินปันผลจากหุ้นที่ซื้อก่อนสมรส หรือกำไรจากธุรกิจที่ก่อตั้งมาก่อน — ดอกผลเหล่านี้ล้วนเป็นสินสมรสทั้งสิ้น
สินส่วนตัว = ของใครของมัน ไม่ต้องแบ่ง | สินสมรส = แบ่งคนละครึ่ง | สงสัยว่าเป็นอะไร กฎหมายให้สันนิษฐานว่าเป็นสินสมรส | ระวัง! ดอกผลของสินส่วนตัวเป็นสินสมรส
หลักเกณฑ์การแบ่งสินสมรส กฎหมายว่าอย่างไร?
หลักทั่วไป แบ่งคนละครึ่งเท่ากัน
มาตรา 1533 กำหนดไว้ชัดเจนว่า เมื่อหย่ากัน ให้แบ่งสินสมรสให้คู่สมรสแต่ละฝ่ายได้ส่วนเท่ากัน ไม่ว่าใครจะเป็นคนหาเงินเลี้ยงครอบครัว หรือใครจะเป็นแม่บ้านดูแลลูกอยู่บ้าน — กฎหมายถือว่าทั้งสองฝ่ายมีส่วนร่วมในสินสมรสเท่ากัน
จุดสำคัญที่ต้องจำคือ “วันฟ้องหย่า” เป็นจุดตัดในการนับทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่มีอยู่ในวันฟ้องหย่าคือสิ่งที่ต้องแบ่ง ส่วนทรัพย์สินที่ฝ่ายใดหาได้หลังวันนั้นจะตกเป็นของฝ่ายนั้นเอง
ถ้าอีกฝ่ายแอบขายทรัพย์สินก่อนหย่า กฎหมายคุ้มครองอย่างไร?
สถานการณ์ที่พบบ่อยคือ ฝ่ายหนึ่งรู้ตัวว่าจะต้องหย่า จึงรีบโอนหรือขายทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้คนอื่นก่อน กฎหมายคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว มาตรา 1534 กำหนดว่า หากคู่สมรสฝ่ายใดจำหน่ายสินสมรสไปเพื่อประโยชน์ตัวเองฝ่ายเดียว หรือจงใจทำลายให้สูญหาย ให้ถือเสมือนว่าทรัพย์สินนั้น “ยังคงมีอยู่” เพื่อใช้คำนวณในการแบ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น หากอีกฝ่ายขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นสินสมรสโดยไม่ได้รับความยินยอม คุณสามารถฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนการขายนั้นได้ โดยไม่มีกำหนดอายุความ แม้ผู้ซื้อจะสุจริตก็ตาม
หนี้สินร่วม ใครรับผิดชอบเท่าไหร่?
ทรัพย์สินแบ่งกัน หนี้สินก็ต้องแบ่งเช่นกัน มาตรา 1535 กำหนดว่า เมื่อการสมรสสิ้นสุด ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ร่วมตามส่วนเท่ากัน เช่น เงินกู้ที่ทั้งสองฝ่ายร่วมกันกู้เพื่อซื้อบ้าน หรือหนี้บัตรเครดิตที่ใช้เพื่อครอบครัว
แต่หนี้ส่วนตัวไม่ใช่หนี้ร่วม เช่น สามีแอบไปกู้เงินเพื่อเล่นการพนัน หรือภริยาก่อหนี้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่ได้รับความยินยอม — หนี้เหล่านี้ฝ่ายที่ก่อต้องรับผิดชอบด้วยสินส่วนตัวก่อน ไม่อาจลากอีกฝ่ายมาร่วมรับผิดได้
สินสมรสแบ่งคนละครึ่ง นับจากทรัพย์สินที่มีอยู่ ณ วันฟ้องหย่า | อีกฝ่ายแอบขายทรัพย์? กฎหมายให้ถือเสมือนยังมีอยู่ + ฟ้องเพิกถอนได้ | หนี้ร่วมแบ่งเท่ากัน แต่หนี้ส่วนตัวไม่ใช่หนี้ร่วม
3 วิธีแบ่งสินสมรส ตกลงกันเอง ไกล่เกลี่ย หรือฟ้องศาล
วิธีที่ 1 ตกลงกันเอง ทำบันทึกท้ายทะเบียนหย่า
หากทั้งสองฝ่ายยังพูดคุยกันได้ วิธีที่เร็วและประหยัดที่สุดคือตกลงแบ่งทรัพย์สินกันเอง แล้วบันทึกข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษร ณ สำนักงานเขตหรืออำเภอตอนจดทะเบียนหย่า
สิ่งที่ควรรู้คือ กฎหมายไม่ได้บังคับว่าข้อตกลงแบ่งสินสมรสต้องทำเป็นหนังสือเสมอไป การตกลงด้วยวาจาก็มีผลบังคับได้ แต่การพิสูจน์ในภายหลังจะยากกว่ามาก ดังนั้นแนะนำอย่างยิ่งให้ทนายความช่วยร่างบันทึกข้อตกลง เพื่อความรัดกุมและป้องกันปัญหาในอนาคต
วิธีที่ 2 ไกล่เกลี่ยผ่านคนกลาง
เมื่อตกลงกันเองไม่ลงตัว แต่ยังไม่อยากขึ้นศาล การไกล่เกลี่ยผ่านคนกลางเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์ไกล่เกลี่ยของศาล หรือสถาบันอนุญาโตตุลาการ กระบวนการนี้มีความเป็นกลาง ใช้เวลาน้อยกว่า และค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการสู้คดี
วิธีที่ 3 ฟ้องแบ่งสินสมรสต่อศาลเยาวชนและครอบครัว
หากทุกทางเลือกข้างต้นไม่สำเร็จ การฟ้องศาลเป็นทางออกสุดท้าย สามารถฟ้องแบ่งสินสมรสรวมในคดีเดียวกับการฟ้องหย่า หรือฟ้องแยกต่างหากในภายหลังก็ได้ ค่าขึ้นศาลอยู่ที่ร้อยละ 2 ของมูลค่าทรัพย์สินที่พิพาท ส่วนค่าทนายความโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 20,000 ถึง 50,000 บาทขึ้นไป แล้วแต่ความซับซ้อนของคดี
ระยะเวลาดำเนินคดีจะแตกต่างกันไป หากจำเลยไม่มาต่อสู้ อาจได้คำพิพากษาภายในประมาณ 3 เดือน แต่ถ้าต้องสืบพยานเต็มรูปแบบ อาจใช้เวลานานกว่านั้น
ตกลงกันได้ – ทำบันทึกท้ายทะเบียนหย่า (ให้ทนายร่าง) | ตกลงไม่ได้ – ไกล่เกลี่ยผ่านคนกลาง | ทางตันจริง ๆ – ฟ้องศาล ค่าขึ้นศาล 2% + ค่าทนาย
ปกป้องสิทธิของคุณ เตรียมหลักฐานอะไรบ้าง?
เอกสารสำคัญที่ต้องรวบรวม
การเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วนตั้งแต่เนิ่น ๆ คือกุญแจสำคัญในการปกป้องสิทธิของคุณ เอกสารที่ควรรวบรวมไว้ ได้แก่
- ทะเบียนสมรส — เอกสารพื้นฐานที่ขาดไม่ได้
- โฉนดที่ดิน / หนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุด — ทุกแปลง ทุกห้อง ทั้งที่ใส่ชื่อร่วมและชื่อฝ่ายเดียว
- สมุดบัญชีธนาคาร / Statement — ทั้งบัญชีร่วมและบัญชีส่วนตัวของทั้งสองฝ่าย
- ทะเบียนรถ / สัญญาเช่าซื้อ — รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ หรือยานพาหนะอื่น
- สัญญาเงินกู้ / จำนอง — เพื่อแยกว่าเป็นหนี้ร่วมหรือหนี้ส่วนตัว
- หลักฐานรายได้ — สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองเงินเดือน แบบ ภ.ง.ด.
- พินัยกรรม หรือหนังสือยกทรัพย์ให้ (ถ้ามี) — เพื่อพิสูจน์ว่าทรัพย์สินชิ้นใดเป็นสินส่วนตัว
เมื่อสงสัยว่าอีกฝ่ายซุกซ่อนทรัพย์สิน ทำอย่างไร?
ปัญหาที่พบบ่อยมากคือ อีกฝ่ายพยายามปกปิดหรือโยกย้ายทรัพย์สินก่อนหย่า ไม่ว่าจะเป็นการโอนเงินไปบัญชีอื่น โอนที่ดินให้ญาติ หรือเปลี่ยนชื่อเจ้าของทรัพย์สิน หากคุณสงสัยว่ากำลังถูกเอาเปรียบ คุณมีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ตรวจสอบทรัพย์สินของอีกฝ่ายได้
แต่ก่อนที่จะถึงขั้นตอนทางศาล การมีข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับทรัพย์สินที่อาจถูกซุกซ่อนไว้จะช่วยให้ทนายความของคุณทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นักสืบเอกชนที่เชี่ยวชาญด้านการสืบทรัพย์ สามารถช่วยตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน การติดตามการเคลื่อนไหวทางการเงิน หรือการยืนยันว่าทรัพย์สินถูกโอนไปให้ใคร
รวบรวมเอกสารทุกชิ้นที่เกี่ยวกับทรัพย์สิน ทั้งของตัวเองและที่ทราบว่าอีกฝ่ายมี | สงสัยว่าถูกซุกซ่อนทรัพย์? ร้องขอศาลตรวจสอบ หรือใช้บริการนักสืบเอกชนสืบทรัพย์เพื่อเตรียมข้อมูลก่อน
กรณีพิเศษที่ควรรู้ ไม่จดทะเบียน สัญญาก่อนสมรส คู่สมรสต่างชาติ
ไม่ได้จดทะเบียนสมรส แบ่งทรัพย์สินอย่างไร?
หากไม่ได้จดทะเบียนสมรส กฎหมายจะไม่มีสินสมรสให้แบ่ง ทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันจะถูกพิจารณาตามหลัก “กรรมสิทธิ์รวม” โดยสันนิษฐานว่าแต่ละฝ่ายเป็นเจ้าของคนละครึ่ง แต่หากฝ่ายใดอ้างว่ามีส่วนมากกว่า จะต้องพิสูจน์เอง ซึ่งยากกว่ากรณีจดทะเบียนมาก
นี่คือเหตุผลที่การจดทะเบียนสมรสมีความสำคัญ — เพราะกฎหมายจะคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของคุณอย่างชัดเจนกว่า
สัญญาก่อนสมรส (Prenuptial Agreement) ช่วยได้แค่ไหน?
กฎหมายไทยรองรับสัญญาก่อนสมรสตามมาตรา 1465-1466 ซึ่งคู่สมรสสามารถตกลงกันเรื่องทรัพย์สินเป็นพิเศษก่อนจดทะเบียนได้ เช่น กำหนดว่าทรัพย์สินใดจะไม่ถือเป็นสินสมรส หรือตกลงสัดส่วนการแบ่งที่แตกต่างจากกฎหมาย
แต่มีข้อจำกัดสำคัญ — สัญญาก่อนสมรสต้องทำก่อนจดทะเบียนเท่านั้น ไม่สามารถทำย้อนหลังได้ และข้อความใดที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีจะเป็นโมฆะ
จดทะเบียนกับชาวต่างชาติ กฎหมายประเทศไหนใช้บังคับ?
กรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นชาวต่างชาติ เรื่องทรัพย์สินจะซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย โดยทั่วไปหากจดทะเบียนสมรสที่ประเทศไทย กฎหมายไทยจะเป็นกฎหมายหลักในการพิจารณาเรื่องทรัพย์สิน แต่หากจดทะเบียนในต่างประเทศ อาจต้องพิจารณากฎหมายของประเทศนั้นประกอบด้วย
กรณีเช่นนี้ แนะนำอย่างยิ่งให้ปรึกษาทนายความที่มีความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศโดยเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิของคุณได้รับการปกป้องอย่างครบถ้วน
ไม่จดทะเบียน = ไม่มีสินสมรส ต้องพิสูจน์กรรมสิทธิ์รวมเอง | สัญญาก่อนสมรสช่วยได้แต่ต้องทำก่อนจดทะเบียน | คู่สมรสต่างชาติ ควรปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ
การแบ่งสินสมรสหลังหย่าอาจดูซับซ้อน แต่เมื่อเข้าใจหลักการพื้นฐานแล้ว ทุกอย่างจะชัดเจนขึ้นมาก สินส่วนตัวเป็นของใครของมัน สินสมรสแบ่งคนละครึ่ง หนี้ร่วมแบ่งเท่ากัน — นี่คือแกนกลางที่ต้องจำ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมหลักฐานให้ครบถ้วนตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะในสนามแห่งการเจรจาหรือชั้นศาล ข้อมูลและเอกสารคือเครื่องมือที่ทรงพลังที่สุด
คำถามที่พบบ่อย
ทรัพย์สินที่ใส่ชื่อฝ่ายเดียว ถือเป็นสินสมรสที่ต้องแบ่งไหม?
ถ้าได้มา ระหว่างสมรส ต้องแบ่งครับ แม้จะใส่ชื่อฝ่ายเดียวก็ตาม เพราะตามมาตรา 1474 ถือเป็นสินสมรส และกฎหมายมีหลักสันนิษฐานว่า “หากสงสัย ให้ถือเป็นสินสมรสไว้ก่อน” ภาระการพิสูจน์จึงตกที่ฝ่ายที่อ้างว่าเป็นสินส่วนตัว — ยกเว้นทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนสมรส มรดก ของขวัญโดยเสน่หา หรือของแทนสินส่วนตัวเท่านั้นที่ไม่ต้องแบ่ง
ถ้ารู้ว่าอีกฝ่ายแอบโอนหรือขายสินสมรสก่อนหย่า จะทำอะไรได้?
กฎหมายคุ้มครองคุณ 2 ทาง:
(1) มาตรา 1534 ให้ “ถือเสมือนทรัพย์สินนั้นยังคงมีอยู่” เพื่อนำมาคำนวณแบ่งตามปกติ
(2) หากเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ขายไปโดยไม่ได้รับความยินยอมจากคุณ สามารถฟ้องศาลให้เพิกถอนการขายได้ โดยไม่มีอายุความ และแม้ผู้ซื้อจะสุจริตก็ตาม
สงสัยว่าคู่สมรสกำลังซุกซ่อนทรัพย์สิน ควรทำอย่างไรก่อนตัดสินใจฟ้อง?
แนะนำ 3 ขั้นตอนตามลำดับครับ
- เตรียมเอกสารให้ครบ — ทะเบียนสมรส โฉนด สมุดบัญชี/Statement ทะเบียนรถ สัญญาเงินกู้ และหลักฐานรายได้ของทั้งสองฝ่าย
- ใช้นักสืบเอกชนสืบทรัพย์ก่อนยื่นฟ้อง — เพื่อตรวจสอบกรรมสิทธิ์ ติดตามการเคลื่อนไหวทางการเงิน และยืนยันว่าทรัพย์ถูกโอนไปให้ใคร ทำให้ทนายมีข้อมูลพร้อมเข้าสู่กระบวนการ
- ปรึกษาทนายผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง โดยเฉพาะถ้าเป็นกรณีคู่สมรสต่างชาติ หรือทรัพย์สินอยู่ต่างประเทศ ควรหาทนายที่ชำนาญกฎหมายระหว่างประเทศโดยตรง เพราะเรื่องเขตอำนาจและกฎหมายที่ใช้บังคับมีความซับซ้อนเกินกว่าจะตัดสินใจเอง
บทความยอดนิยม
- จ้างนักสืบ ราคาเท่าไหร่? เรามีคำตอบ → คลิกเพื่ออ่าน
- หมายจับ และอายุความคดีอาญา ที่ควรรู้ → รายละเอียดเพิ่มเติม
- วิธีและขั้นตอนการแจ้งความคนหาย และการเตรียมเอกสาร ที่ควรรู้ → ดูขั้นตอน
- นักสืบชู้สาว แนะนำ ! ก่อนฟ้องชู้ เรียกค่าเสียหาย ควรรู้อะไรบ้าง ? → อ่านคำแนะนำ
- เป็นไปได้หรือไม่ หากรู้จักชื่อ – นามสกุล จะสามารถสืบหาที่อยู่ของบุคคลนั้น ๆ → คลิกเพื่ออ่าน
- อาชีพนักสืบ เสี่ยงแค่ไหนมาดูกัน → อ่านบทความ
- วิธี ตามหาคนหาย เบื้องต้นก่อนจ้างนักสืบเอกชน → คลิกเพื่ออ่าน
- อยากเป็นนักสืบ ต้องทำอย่างไร? → อ่านคำแนะนำ
ปรึกษานักสืบเอกชน
Tag : แบ่งสินสมรสหลังหย่า
แบ่งสินสมรส, สิทธิทรัพย์สินหลังหย่า, แบ่งสินสมรสหลังหย่า, สินสมรสหลังหย่า, สินสมรส, สืบทรัพย์สิน,
